Da Da Dha

Da Da Dha
ดา ดา ดา

วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ว่าตัวคนตามใจตัวเอง


ทุกๆคนก็คงเคยมีปัญหาหรือทางเลือกอะไรก็ตามเเหละ ที่ไม่รู้จะเอาอย่างไรกับมันดี
ปวดหัวมาก คิดไม่ออก เลือกไม่ถูก .... ส่วนมากคนปกติใช้อะไรในการตัดสินละ
"ค่อยๆคิด ใช้เหตุผลเเก้ปัญหานะ" อ่าาา ตกกับดัก...... เสียเเล้ว
ทำไม?ตกละ? หลายๆครั้งคนที่เอาเเต่ใจตัวเอง มักจะถูกบอกว่าไม่น่าคบเลย
ไม่เคยมีเหตุผล เเม่ง เห็นเเก่ตัว หากมองในมุมกลับกัน พวกเขาเหล่านั้น ก็ซื่ออสัตย์กับตัวเองนะ
เเต่ก็อาจจะมีบางเรื่องที่มันดีเเละไม่ดี ผสมกันไป
พวกเราเคยคิดกันหรือเปล่า เวลามีปัญหา เเล้วทางออกจะอยู่ที่ไหน เหตุผลบางทีดูจะไม่ใช่
สิ่งที่จะช่วยให้ดีขึ้นได้เลยทั้งกายภาพเเละจิตใจ เพราะอะไร? เหตุผล...เป็นของใครละ? ใครกำหนด
เหตุที่ต้องมีผล เชกเช่นนั้น ทำไมเราต้องทำตามเหตุผล เพื่อที่จะเป็นผู้ใหญ่? เหอะ ! เซ็งนะ
บางครั้งทำตามเหตุผล เเล้วทำไมเรารู้สึกทรมานเหมือน มีโซ่ตรวนดึงเอาไว้ละ อิสระของเราถูกตึงไว้กับ
เหตุผลสังคมหรือเปล่า? เป็นไปได้ไหม โลกนี้ไม่มีเหตุผลหรอก เราสร้างมันขึ้นมาเอง ทางเหตุผลทาง
ศีลธรรม การเมือง จารีต บลาๆๆ ทำตามเเล้วเรารู้สึก เบาหวิวบางมั๊ย?
ฟังเสียงวิญญาณตัวเองดีๆสิ ลองทำตามใจ ใจของเราจริงๆ ฟังเสียงดูมันต้องการอะไร .......
อย่า! เิพิ่งเข้าใจผิดนะ /ตามใจตัวเองเพื่อทำร้ายคนอื่นจำพวกนี้ไม่ใช่ ความต้องการของวิญญาณเรา
หรอก จะมีวิญญาณที่เป็นเจ้าของร่างที่ไหนอยากให้เรารู้สึกทรมานกับสิ่งที่ทำร้ายตัวเราเองตอนหลังละ
จริงมั๊ย ... เพราะฉะนั้น การที่บอกทำตามใจตนเพื่อจะทำร้ายผู้อื่น เป็นการทำตามอารมณ์ มิใช่จิตใจ
วิญญาณ ของเรานะ : ) โปรดอย่าเข้าใจผิดไป
จิตใจเราพร้อมจะเติบโตผ่านประสบการณ์ของเรา เติมเต็มวิญญาณของเราให้อิ่มเอม กว่าจะได้ลอง
ฟังเสียงมันจริงๆ ก็นานมากเเล้ว ... เเต่ข้าพเจ้าขอสัญญา หากใครหาเสียงร้องของจิตใจตัวเองพบ
เเล้วทำตามใจของเรานะ สร้างสรรค์ชีวิตตามใจเรา ผมพูดว่าสร้างสรรค์นะ ความรู้สึก อิ่มเิอมของจิตใจ
มันล่นออกมาทีเดียวเลยเเหละ เมื่อเราได้หยุดทำร้าย จิตใจ วิญญาณตัวเองผ่านการบังคับตามกฏ
เหตุผล วาทกรรม ข้อจำกัด พวกนี้มีประโยชน์นะ เเต่บางครั้งมันก็เป็นตัวที่ทำร้ายใจเราเองตลอดเวลา
ยกตัวอย่างได้เช่น เด็กหนุ่มต้องการเป็นนักกวี เดินผจญภัย ไปในเมืองต่างๆ ได้ทำงานอาสาสมัครช่วย
เหลือคน เขาชอบฟังเรื่องจิตใจของมนุษย์ผ่านพระคำของพระเจ้า เเต่ถูกบีบบังคับ ผ่านคำว่า มันไม่มี
เหตุผลที่ เรียนจบมาตั่งสูงเเล้วไปทำตัวเเบบนั้น มันไม่รวยหรอก ไปหางานทำ เเล้วเรียนโทไปด้วยซะ
เท่านั้น จิตใจ ของเด็กหนุ่ม เเสนจะถูกทรมาน ก็เพราะเขาเป็นคนมีเหตุผล ไม่มากก้น้อยพอที่จะทำตาม
เหตุผลของโลก...โลกกายหยาบ ที่กักขัง หัวใจของเขาตลอด ....เด็กหนุ่มไม่มีความสุข จิตใจเขาถูกปิด
ปิดมืดถายใต้เหตุผล ของสังคม .... ภายใต้เหตุผล ภายใต้เหตุผล ภายใต้เหตุผล..... มืดลง มืดลง มืดลง
เงียบ....... เงียบ........... เขาไม่เคยฟังเสียงจิตใจของเขาเลย จนเมื่อจิตใจ จิตวิญญาณของเขา
ตะโกนร้องออกมา .... "ไอ้บ้าเอ้ย ฟังกูหน่อยสิวะ" .......
เขาไม่ได้ยิน .... เขาเเค่หยุดเเละทำตาม เขาเเค่ปล่อยให้มันดำเนินไป เขาเริ่มที่จะซื่อสัตย์กับตัวเอง
ในระดับที่เขาไม่เคยเข้าถึง .... เสียงร้องภายในใจเรานั้นเเหละ สื่อสัตย์กับตัวเราที่สุดเเล้ว
เเต่ฟังให้ดี ว่ามันเป็นเสียงของจิตใจเราจริงหรือ เป็นเพียงเสียงของความโกรธเเค้น .....
ความกลัวกับความรัก พื้นฐานของโลกของผม .... จุดเริ่มต้นอยู่ที่สองสิ่งนี้ ผมเชื่อเช่นนั้น
กลัว พลังที่บีบหด ปิดตัว เก็บงำ ถอยหนี หลบซ่อน กักตุน ทำร้าย
รัก พลังที่ ขยายออก เปิดกว้าง ส่งไป คงอยุ่ เปิดเผย เเบ่งปัน เเละบำบัดเยียวยา
เเน่นอนเสียงที่เเท้จริงของเรา จะเป้นเสียงที่เริ่มต้นจากความรัก
มนุษย์เราเคยชินกับรักที่ติดกับเงื่อนไข จนลืมรักที่ไร้เงื่อนไขเสีย จนหมด บางครั้งพูดว่า
"รักใครไม่เป็น" ผมจินตนาการไม่ออกว่า คนนั้นจะน่าสงสารเพียงใด....เพียงเริ่มต้นพูดคำว่า รัก
เราก็เขาสู่เงื่อนไข ในการรอฟังเสียงตอบรับ ว่า จะรักเรากลับมั๊ย? เราเคยชินกับมัน ทุกคนเคยชินกับมัน
รักเเบบมีเงือนไขบนฐานความกลัว บางส่วนในตัวพวกเรารุ้ว่ามัน ไม่ใช่ความรักหรอก ...เเต่เราก็ไร้กำลัง
ที่จะไปขัดมัน ไร้กำลังเกินที่จะเปลี่ยนเเปลงรักในเเบบของเรา วิธีเเจกจ่ายรักของพวกเรา ....มีเเต่ความกลัว
พวกเราบอกตัวเองว่าเรียนรู้มาหนักผ่านอะไรมามาก ต้องเเย่เเน่ๆ ถ้าสร้างรักที่ไร้เกาะป้องกัน (เงื่อนไข)
เเละเเย่เเน่ๆ ถ้าปล่อยให้ตัวเองเเตกสลายไปอีก(ใจ) เเต่เเท้จริงเเล้วหากเรายิ่งไม่ทำยิ่งไม่เปลี่ยน ไม่ขัดขื่น
ต่อมัน เเย่เเน่ๆ.....
เสาร์อาทิตยืที่ผ่านมาข้าพเจ้า ได้ กระทำการยิ่งใหญ่มากๆในตัวตนของข้าพเจ้า ..... อยุ่มา 23 ปี
ไม่เคยทำ ข้าพเจ้าปล่อยตัวเองตามเสียงที่ไม่ได้ยิน เเต่ฟังได้ ..... ฮา !
ข้าพเจ้าตื่นมา ขับรถไป .... ขับรถไป ..... ทันใดคิดได้ว่า หัวหิน ก็ไปหัวหิน .... เส้นทางสู่หัวหิน ฟ้าใสๆ
ค่อยๆ มืดลง พายุฝนตั่งเเต่หาดชะอำ --* ข้าพเจ้าถึงหัวหินตัวการตอนรับของคลื่นน้ำ ว้าววว เสียเเต่เพียง
มันเป็นคลื่นน้ำบนถนน ที่ท่วมไปทั่งเมืองนะสิ 5555+ ข้าพเจ้าไม่ได้ลงจากรถ ...ข้าพเจ้าามควรอารมณ์
เสียมากๆ ....ฮาฮาฮา เสียงหัวเราะในตัวเอง ดังขึ้นมา คงเป็เสียงอิสรภาพของ วิญญาณข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าเลือก เเละ สร้างสรรค์ประสบการณ์ตามเสียงหัวใจ ... ข้าพเจ้า อิ่มเอม :D ไร้เหตุผลสิ้นดี
เดียวนะ ข้าพเจ้าเปล่า ติสท์เเตก ไมไ่ด้อกหักเเต่อย่างใด 555+ ทันใดนั้น ก็เลี้ยวรถกลับ กลัวว่าเครื่องจะ
เเละได้เล่นน้ำท่วมเเทนน้ำทะเล --* ลาก่อนสายลม เเสงเเดด น้ำทะเล ...ไร้เหตุผลเป็นบ้า วันเสาร์ของ
ข้าพเจ้า เเต่มันช่าง สุดยอด !!!!
อาทิตย์ฟรีสไตส์ ของข้าพเจ้า เริ่มขึ้นกับร้านกาเเฟ เเห่งหนึ่ง ... ข้าพเจ้าหยิบหนังสือ ที่้้ต้องการอ่านรอบ
ข้าพเจ้าอยากนั่งอ่านหนังสือที่ข้าพเจ้าชอบทั่งวัน ...ในที่สุด : D ฮาฮาฮา เสียงจิตใจข้าพเจ้าร้องอีกหน
รสกาเเฟ ขม เเต่อบอุ่น ข้าพเจ้าคงเเก่ ที่สั่งกาเเฟร้อนมากิน .... หนังสือที่เริ่มอ่านรอบสอง
เเปลกมุมมองในบทนิยายชัดเจนเเละให้อะไรมากกว่าที่ข้าพเจ้าพลาดไปในทีเเรก ของการอ่านหนังสือเล่ม
หนึ่ง ข้าพเจ้าคิดได้ว่า เราไม่ควรตะกละอ่าน อะไรก็ตามอย่างรวดเร็ว เพียงใ้ช้เวลาพินิจดูคำเเต่ละคำ
ความสละสลวยของมัน มีมากกว่าคำว่าตัวอักษร ความคิดสวยงามซ่อนภายใต้หมึก....
ช่วงบ่ายข้าพเจ้าสั่งกาเเฟเย็นบ้าง หวาน เลี่ยน อิ่ม เเต่จะอ้วก 55+ คงเเก่เเล้วจริงๆ ... ออกจากร้านหนังสือ
ด้วยความรู้สึกอิ่มพอดี ที่ไม่ได้ตั่งใจอ่านให้หมด 4 เล่มที่หยิบไป อ่านไป 2 ข้าพเจ้ายังไม่ได้ตัดสินใจ
เเค่ขับรถออกไปก่อน ...กะไปดูหนัง กะไปหาเพื่อน ไมไ่ด้เลือก เเต่ค่อยๆฟัง ... ข้าพเจ้ากลับรถ
เลี้ยวเข้าโรงหนัง ..ดูหนังคนเดียวครั้งที่สอง ...พร้อมกลับบ้านด้วยการลอยล่องของ วิญญาณในกาย
ข้าพเจ้าเอง .....ที่เล่าเสียยืดยาว ข้าพเจ้าไม่ได้ ตัดสินใจจะเขียนเเค่ไหนหรอก เเค่ปล่อยมันออกมาเรื่อยๆ
มิใ่ช่จากความคิดเเต่จากความรุ้สึก มันจึงไม่เหมือนการตอบข้อสอบหรอกนะ .... หรือการเขียนจะเป็นการ
เเสดงออกของวิญญาณข้าพเจ้า? ไม่รุ้สิเนอะ
เพียงอยากบอกเพือนๆ ว่า มีปัญหาอะไร ลองฟังตัวเองดีๆสิ อะไรที่เราเลือกที่จะเป็น เเต่ฟังดีๆนะ
อะไรที่เเท้จริง .... เลือกเเล้วก็สร้างมันขึ้นมา กระบวนการใช้ชีวิต ก็คือการสร้างสรรค์ไม่ใช่ค้นหา
ของขวัญที่เเสนจะวิเศษ ... คือ ทางเลือกเเละความสามารถในการสร้างสรรค์ เหตุผลเราต้องรู้จักใช้ให้พอ
ประมาน ไม่ให้มันมาทำร้ายตัวเราข้างใน ... สุดท้ายเเล้วก็ต้องฟังตัวเอง เพียงเเต่ฟังให้ดี ....
เเล้ววันนี้ คุณตามใจตัวเองหรือยังละ? เขารอพวกคุณอยุ่นะ ที่ไหนซํกที่ ภายใต้คุกมืดที่ชื่อว่าเหตุผล
ปล่อยให้เขาออกมาบ้างเหอะ : )
บทความนี้อ่านๆไปดูไร้เหตุผลสิ้นดี 555+ เเต่ทำไมในเมื่อ
นี้เป็นตัวอักษรจากจิตวิญญาณผมนะสิ ...... เเละโลกของผมก็มีสองโลกเเยกออกจากกัน ..
โลกของจิตใจ เเละโลกของ กายภาพอาจเป็นเหตุผลที่ผมชื่อชนะเมือง ชนะโลกทางเนื้อหนัง 55+ ชื่อเเม่
ตั่ง ความหมายคิดเอง... นั้นละ ยาวไปละ ...


วันนี้คุณตามใจตัวเองยังละ?



วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

แววตาเเละรอยยิ้มของพวกเขา

5.10 am. เสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์ รุ่นคงกระพันของข้าพเจ้ายังคงภักดีในการทำหน้าที่ของมัน ปลุกเจ้านายมันได้อย่างดีเเม้ไม่สามารถถีบเจ้านายออกจากเตียงในคราเเรกที่ เสียงปลุกดังได้ --* ข้าพเจ้าก็ยังรักมัน เเละคาดว่าจะตั่งชื่อให้มันซักวัน ....เจ้านกพิราบสีเงิน(ชื่อเพราะปะละ) 55+

30นาทีต่อมา บนถนนหลวง อดรีนาลีนพุ่งปลุกข้าพเจ้าด้วยกระเเสความกดดันจากไฟเเดงตรงเเยกหน้าบ้านข้าพเจ้า -*-
ขับรถนั่งรถกลางถนนเมืองกรุงก็เหมือนนั่งคิดตระหนักในความหมายของชีวิต เฮ้อ ... ทำไมกูได้ไฟเขียวเเป๊บเดียวเองวะ ฝั่งนู้นอย่างนานอะ

อีก 15 นาทีต่อมา ข้าพเจ้าขึ้นรถบริษัทฯทัน ขอบคุณ !!!~ อีก 1ชั่วโมงต่อมา ซากสิ่งมีชีวิตที่ถูกชุปเเป้งทอดถูกยัดลงกระเพาะข้าพเจ้าเสียหมดภายใน 5-7 นาที พร้อมทำงานในเวลา 8.00 am. มีเวลา 1 ชั่วโมงก่อนต้องออกไป ข้างนอกเพื่อ ทำ CSR~ หาโรงเรียนหรือวัด ตอบเเทนสังคม จากการที่เรา (บริษัทฯ) ดึงเอาธรรมชาติมารับใช้เสียจนหมดตัว --* จะกระเเสสร้างภาพหรือตั่งใจจะช่วลเหลือจริงก็ไม่เเน่ใจ เเต่ข้าพเจ้าเเน่ใจว่า นี้เป็นเจตจำนงที่ข้าพเจ้าเลือกทำงานกับที่นี้ .....

ช่วงเวลา 11.00 am. สกปรก ไม่ปลอดภัย ขาดแคลน นี้คือ สามคำที่สามารถโรงเรียนที่ ข้าพเจ้าได้ไปพบ... เด็กนักเรียนเป็นชาวม้ง
ที่ทุกคนอยู่ภายใต้การดูเเลของวัด เเละอาจารย์ พูดได้ง่ายๆคือ โรงเรียน.......นี้ได้วัดช่วยอุปถัมม์ เเน่นอนเงินจาก อบต.ด้วย
เสียงเด็กวัยไม่เกิน7 ชวบวิ่งหยอกล้อกันเเละเสยงอาจารย์ก็ดังออกมาทำให้นักเรียนนิ่งไป ... ข้าพเจ้าไม่ชอบใจ --*
สิ่งที่เห็นจะขัดตาต่อความ สกปรก ไม่ปลอดภัย ขาดเเคลน ในทั่งตัวโรงเรียนเเละเหล่านักเรียน คือในที่รถหน้าตึกเรียนที่เก่าเเละสกปรก รถ SUV คันงามจอดอยู่ เเน่นอนรุ่นใหม่ล่าสุดอีกด้วย .... บางคนเห็นเเล้วอาจถามว่า
"นี้มันอะไรกัน โรงเรียนจนจะตายทำไมครูมีเงินซื้อรถหรูๆขับ?" สำหรับข้าพเจ้าถามว่า มันทำอย่างไร?น่าสนใจยิ่งกว่า? ครูทำอย่างไรครับ?
กวาดสายตาไปยังด้านซ็ยผ่านเเปลงผักที่เหมือนวัชพืชเเละสนามฟุตบอลจมน้ำ รถ SPORTS SEDAN สีดำ เปลี่ยนเเม็ก จอดนิ่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ หน้าสวนของโรงเรียนที่ เครื่องเล่นเป็นสนิมหักๆพังๆ..... เพียงเเต่มองผ่านๆสะท้อนอะไรได้มากหลาย ข้าพเจ้าไม่อยากคุยกับอาจารย์ที่นี่ .... "โรงเรียนก็ขาดพวก คอมพิวเตอร์ค่ะ" นั้นไง ข้าพเจ้าคาดไว้เเล้ว .... เด็กชาวม้ง 60 กว่าชีวิตมิได้ต้องการ อินเทอร์เนต หากเเต่หนังสือดีๆซักเล่ม หรือ ครูจริงๆซักคน เดินต่อผ่านโรงเรียนมาสู่วัด ที่ดูเเลโรงเรียนเเห่งนี้ เจ้าอาวาสปรากฎตัว เเว้บบบ

ได้มีโอกาสสนทนากันซักพักพอจับใจความได้ว่า โรงเรียนกับทางวัดดันไม่ถูกกันซะเอง ภายในวัดมีหอนอนสำหรับนักเรียน ทั่งหญิงเเละชาย
สำหรับเด็กหญิง เป็นห้องไม้ มีหน้าต่างไร้มุ้งลวด ไมมีเตียงไม่มีตู้เเละตู้กระจก พัดลมติดอยู่ตรงกลางห้อง เสื้อผ้าจัดเป็นกองๆของใครของมัน
บริเวณหน้าห้องมีป้ายเเบรนหลากหลายบริษัทฯติดไว้กัน ตรึม!!!! เดินเข้ามาส่องห้องครัว --* ข้าพเจ้าเเน่ใจว่าข้าพเจ้าเรียบร้อยกว่าวัดเเห่งนี้
ห้องครัวดำมืดไร้หน้าต่างระบายอากาศให้ถ่ายเท เเน่นอนสิ่งเเรกที่กระทบปลายนาสิกคือ กลื่นเหม็นชื้นจาก ห้องเเห่งนี้ ข้าพเจ้าคาดว่ามันเป็นห้องเก็ยศพเสียมากกว่าห้องเก็บของใช้สำหรับครัวทำอาหาร --* ภายในกุฎิ ข้างของที่ได้รับบริจาคกระจัดกระจาย กองเป็นห้องๆเหมือนได้รับบริจาคมาเพราะโรงเรียนโดนคลื่นสึนามิเข้าใส่ -- ไม่มีการเก็บปัดกวาดเเยกให้พร้อมสำหรับการบริโภคของนักเรียน ข้าวสาวอาหารเเห้ง เครื่องครัว ยารักษาโรค อุปกรณ์นาๆ ชนิด ดุจดั่งศึกษาภันฑ์เลหลังมา -- ที่นี้ขาด 5 ส. ข้าพเจ้ามั่นใจหยิ่ง มองผ่านหน้าต่างไปดูยังหอพักชาย
ข้าพเจ้าไม่สามารถเรียกได้ว่ามันเป็นหอ ตึกไม่มีประตู มีเพียงยักใยกระมั่งที่ป้องกันพวกเขาได้ ที่นอนเป็นพื้นปูนสูงขึ้นมาระดับเอว ไม่มีพัดลม ไม่มีประตู เเน่นอนไม่มีเฟอร์นิเจอร์ใดๆ ดีที่มีPRIVATEมุ้ง เเต่ก็ไม่เเน่ใจว่าพอสำหรับทุกคน มองหันหลังกลับมาผ่านอากาศร้อนอ่าวเเละเหงื่อ
หัวใจข้าพเจ้ายิ้มไม่ออกเมื่อเห็นหอระฆังอันสง่างาม เห็นศาลาติดกระจกเเอร์อย่างดี ข้าวสารอาหารเเห้งมากหลายในห้องเก็บท่ถูกเก็บอย่างไร้ระเบียบเเละการใส่ใจ เดินกลับไปเห็นนักเรียนยืนเข้าเเถวรออาหารกลางวัน ข้าพเจ้ามองอาหาร... เเววตาเเละรอยยิ้มของพวกเขา
มีความหวัง ....เสียดายที่เเววตาเเละรอยยิ้มของพวกเขาถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือ สรรหาสิ่งของบำเรอ อัตตาคนบางคน .....

ข้าพเจ้าไม่หมดหวังหรอก เเววตาเเละรอยยิ้มของพวกเขาประทับติดในความคิด.......

จบภาคเเรก ...

วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553

3 มุม

2-3 ปี ที่ผ่านมา ผมผ่านอะไรเเปลกๆมาเยอะ โดยเฉพาะเรื่องความรัก...

ฮั่นเเน่ ความรัก อีกละ นิยาม อีกละ ... เปล่า นะ ความรักในมุมมอง ของผมคือ ความสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง

เเน่นอน มีความสัมพันธ์ก็มีอำนาจ มีอำนาจ ก็เข้าเรื่องการเมือง สรุปได้ว่า ความรัก อำนาจ เเละ การเมือง เเม่ง


เป็นเรื่องเดียวกัน ..................... นิยามจนได้ ฮ่าๆ

ระบอบการปกครองใดๆ สัญญาประชาคมใดๆมันช่างเหมาะเจาะเเก่การเปรียบเทียบ ความสัมพันธ์

ระหว่างคู่รักได้ เหมาะเจาะมั้กๆ เริ่มจาก สัญญาประคม ทฤษฎีนี้ ใครเรียนรัฐศาตร์ต้องรู้ ใครไม่ได้เรียนไม่เเน่ใจ


ว่ารุมั๊ย เเต่ขี้เกียจอธิบายอะ หาเองนะ


ก่อนเริ่มจะมีรัฐ รัฐในบทความนี้ขอเปรียบเป็น คู่รัก ละกัน ก่อนที่จะเริ่มเป็นเเฟนกัน นะ

มันก็ต้องมีการ ทำสัญญา ในนามอธรรม ใครมีอำนาจเหนือใคร หรือเท่ากัน ใครเป็น รัฐบาล หรือ องค์อธิปัตย์

สังเกตได้บางคุ่ สนิทกันเหมือนเพื่อน มีอำนาจในการต่อรองพอๆกัน เเต่บางคู่ ผู้ชายเป็นลูกเจี๊ยบ ให้ผู้ ญ เป็น พระเจ้าเเผ่นดิน ซะงั้น55+

เเละเมื่อ รัฐบาลดุเเลประชาชนไม่ดี ประชาชนนมีสิทธิล้มล้างรัฐบาล เเปลว่า เเฟนเเม่งดูเเลไม่ดีเลย เปลี่ยนด่วน !!!

เเล้วรัฐบาลไม่มีสิทธิห้ามนะ จะถือว่าเปนกบฎเสียเอง เเฟนทิ้งห้ามบ่น 5+ ง่ายๆคือก่อนจะเริ่มมีรัฐ หรือสังคม หรือ เป็นเเฟนกันเนี้ย
มันต้องมีการทำสัญญาใจกันก่อน (รัฐธรรมนูญ) เเล้วค่อย เริ่มคบกัน : )

เอาละ จริงๆเขียนได้ยาวละเอียดกว่านี้เเต่เดียวจะหลุดประเด็นที่

ตั่งใจจะเขียนตอนเเรกกัน 55+ น่าจะเอาไปเป็น บทความ การเมืองเปรียบเทียบได้

ประเด็นมันมีอยู่ว่า ทุกครั้ง ที่ผมได้มีโอกาสเริ่มรุจักกับใคร คุยกับใครเนี้ย มันจะกลาย เป็น 3 เส้า อะเริ่มเครียดๆ

เอาเเล้วไง ประเด็นเเบ่งเเยกดินเเดน 55+ ผมมี หลักของตัวเองว่านะ ถ้าจะคุยกับใครซักคนเนี้ย จะให้เวลาคุยกับเขาจริงๆ

จังๆ เเละคุยคนเดียว เพราะคิดว่า ถ้าอยากให้เขาคิดจริงใจด้วย ก้ต้องจริงใจกับเขาก่อน เเต่.....

อะไรมันไม่ง่ายเหมือน ทฤษฎี ภาคปฎิบัติมันงง มาก มันเริ่มต้นกับคำว่า สิทธิ... (ใครคิดคำนี้วะ) นามอธรรมสัดๆ

ก็ กูมีสิทธิเลือกอะ ............................ งง ละสิ !!!



เเปลใหม่ได้ว่า ก็คือ เวลาจะจีบใครเนี้ย พอคุยจริงจังปั๊บเเม่งมี หนุ่มมาจีบมาคุยกับ สาวผู้นั้นด้วยพร้อมกัน อะเเน่นอนเป็น

ผู้หญิ่ง สวยเก่ง ก็มีคนเข้ามา ก้ต้องมีโอกาสเลือก เเถมดูจะไม่ผิดอะไรด้วยนะ เพราะเขามาเอง นู๋ป่าวน้า

สรุปเเม่งกลายเป็นการเเข่งขัน "ไม่เเข่งยิ่งเเพ้" คุณ ธงชัย ร้องไว้ เเต่ผมว่า กรณี ยิ่งแข่งยิ่ง จี๊ด hurt ครับ เพราะบางทีไอ้

หนุ่มอีกคนดันเป็นเพื่อนผมเอง เเต่ไม่ใช่เพือนใน โรงเรียน นะ ส่วนมากเป็นในคณะ

เลยเกิดเป็น ปริศนาทางศีลธรรม The Moral Enigma of กูเลือกได้ --*

เเล้วทีนี้เอาไง กูจะหาคนคุยเพิ่ม จะได้เสมอกัน เเม่งคงไม่เอากู (ตอนเเรกเเทนตัวเองว่าผม ชักรมขึ้น)

เดวมันบอกว่าไม่จริงใจ คุยสองคนยังมาจีบอีก...... ปวดเฮดฮะ ทำไมมึงคุยได้อะสาดดดดดด เฮ้อ

มนุษย์ถูกสาป(พร)ให้มีทางเลือกฮะ ส่วนมากในกรณีนี้ ข้าพเข้าจะฉากหนีฮะ ปอดฮะ 555+ เพราะก็ไม่อยากเข้าไปยุ่ง

เกี่ยวกับการเเบ่งเเยกดินเเดน หรือเเก่งเเย่งชิงดินเเดน ของเเต่ละรัฐ 55+

แต่ สงสัยอยู่จุดๆหนึ่ง บางคนกับรู้สึกเฉยๆกับมัน คุยกันกี่คนก็ได้ เล่นกับความรู้สึกคนซะงั้น

หรือบางทีก็เห็นเปนเรื่องปกติไป มันเหมือนประเด็นเล็กกระจิ๊ด เเละดูปัญญาอ่อน เเต่หากใครทีเริ่มเห็นเเบบนี้

คุณเข้าข่ายยยยยยย .... เย็นชาต่อความอยุติธรรม 555+ ฟังดูเวอร์ดี

ผมอายุ 23 ละ เหมือนจะเป็นผู้ใหญ่พอสมควร คิดไปคิดว่าเลยได้ ประโยคมาว่า

กลายเป็นผู้ใหญ่เนี้ย ใช่ว่าเมื่อเวลาที่เราเห็นเรื่องเเย่ๆของสังคมที่กระทำต่อกันอย่างไม่ทุกข์ร้อน ทั่งๆที่มันเป็นเรื่อง

ที่มีคนต้อง เจ็บปวดกับมัน เเต่เรากับเพิกเฉยไปเสียเเละมองมันไปว่า ก็ปกติ ใครๆก็ทำ " ไม่เเปลกนิ อย่าทำตัวเป็นเด็กน่า เรือ่งเเค่นี้"

จะ เซนซิทีฟ ไปทำไม ผู้ใหญ่ในมุมมองผม ณ ตอนนี้ คือ ผู้ใหญ่ไม่ใช่คนที่ผ่านเรื่องราวมากมายจนเย็นชาเพิกเฉยกับสิ่งแย่ๆในสังคม

เเละมองว่ามันเป็นเรือ่งปกติ จนไมได้สนใจที่จะเเก้ไขหรือช่วยเหลือ ใครก็ตามที่ได้รับความเจ้บปวดกับเรื่องนั้นๆ หากเเต่ว่าผู้ใหญ่เป็นคน

ที่ผ่านเรื่องราวมามากหลาย จนตระหนักได้ว่า การเกิดเรื่องเเย่ๆ ในสังคม จะไม่สามารถเพิกเฉยเเละมองว่ามันไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

ผู้ใหญ่ต้องพร้อมจะ เเน่ะนำ ดูเเล ชี้ทาง คนที่อยู่ในเหตุการณ์เหล่านั้น พร้อมมที่จะต่อสู้เพื่อ คนอื่นในสังคมได้ เพียงเพราะได้ตระหนักเเล้ว

ว่ามันไม่ ถูกต้องมันไม่ดีต่อคนอื่นนะ ผู้ใหญ่ต้องไม่เพิกเฉยกับสิ่งเหล่านั้น สังคมคงน่าอยุ่ขึ้นหากมีผู้ใหญ่ในอุดมคติเช่นนี้ของผม

คาดว่านะ .... เเล้วก็ ประเด็น ความรักข้างบนเป็นเพียงมุมมองจากฝั่ง ชายหนุ่มโดยไม่ได้ผ่านกลั่นกลองจากสตรีเพศเเต่อย่างใด

เเละเป็นบทความที่เเฝงไปด้วย อคติ 555+

อย่าเอาไปคิดมากเลย (เริ่มเห็นเป็นเรื่องปกติเเละรับได้ ซะงั้น) 55+


หากใครเห็นความอยุติธรรม เเล้วหงุดหงิด มีอาการ คันไม้คันมือ เมื่อนั้นท่านก็เป็น สหายของข้า (ดัดเเปลงพลิกเเพลง จากคุณ เช) 55+



"เอาใจเขามาใส่ใจเรา" ฟังมาตั่งเเต่เด็ก ลองเอาไปทำกันดูนะครับ

วันพุธที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เริ่มต้นว้าวุ่นยิ่งนัก

เพิ่งได้มีไอ้นี้ เป็นครั้งเเรก มีได้สองสามวันอยากหาเรื่องมาลง เท่ๆ --*

แต่คิดไม่ออก จะลงอะไร จะเอาบทความ(ถ้ามันเรียกว่าบทความได้) มาลงก็ ไม่ค่อยจะเท่ เอาไว้วันหลัง

ก้ไม่รู้จะกังวล ความเท่ ทำไม --* ยังไงก็ไม่ได้มีใครสนใจ บลอก 55 เลยเขียนอะไรได้ก็เขียนลงไปก่อนเลยละกัน

ช่วงรอยต่อของชีวิต บันไดอีกระดับที่ต้องก้าวขึ้นไป ก็ไม่รุ้มันก้าวขึ้นก้าวลง -- เเต่ต้องก้าว ยิ่งมองดูสังคม มันดูวุ่นวายไปหมดเลย

ทุกคนวิ่งๆๆๆ สังคมก็หมุนๆ ระเบิดตูมตามกัน รอบโลก ทั่ง อเมริกา เกาหลี ไทย บลาๆ แต่เราก็ฟังมัน เสร็จเเต่ก็ไม่ได้หยุดจะเพ่งความ

เอาใจใส่ลงไปเลย สนใจแต่การก้าวของตัวเอง ทีอาทิตย์ก่อนกับเคว้งไร้เเรงบันดาลใจ --* ไม่อยากทำอะไรต่อ ไม่มีเเรงพลักดันให้

ดำเนินชีวิตไปหนทางใดทางหนึ่ง บางทีก็สนใจสังคม อะไรมันเคลื่อนนิดหน่อย ก็วิตกกับมัน ไอ้นู้นระเบิดนั้น ไอ้นี้ระเบิดนี้ บางที

ก็รู้สึกเเปลกเเยกกับสังคม เรากำลังทำอะไร วิ่งทำไมพอเดินทำไมเราเปื่อย เรร่อนจังวะ -- เดวเหงา เดวบ้า เดวร่าเริง สุดท้ายเก็บกด

ไม่มีคนพูดด้วย คิดไปเองป่าววะ มันก็มีคนโทรหาเรา ชวนออกไปนู้นไปนี่นะ เเล้วทำไมมันเศร้าๆ เป่าหมายความฝันในชีวิตตอนเด็กๆ

มันหายไปไหนหมดวะ ไอ้เเรงกิเลสความอยาก มันหายไปได้ไง -- ใครว่าความอยากไม่มีประโยชน์ ไม่มีมันชีวิตมันจะขับเคลื่อนโลก

ได้ยังไง นี่ต้องกลายเป็นคน เย็นชาต่อโลกเหรอ บางทีไอ้ไม่ทุกข์ไม่สุข อยู่นิ่งๆ มันเป็นสุขจิงมะ --* มันขาดอะไรไป นะ

เมื่อก่อนอะไรมันพลักดันเราให้มีความคิดที่ต้องวิ่งเร็ววิ่งไกลกว่าคนอื่นนะ ตอนนี้เรารักใครบ้างนะ? คนนั้นเหรอ? นานไปเเล้ว คนนี้เหรอ

เเม่งมีเเฟนอยู่เเล้ว ทำไรไม่ได้ ? เเต่รักเค้าเหรอ? ไม่รู้วะ ไม่ได้รักใครนิช่วงนี้ ....ไอ้ตอนเขียนอยู่นี่ ฟังข่าวไปด้วย เจ้าหน้าที่ตัดสินใจ

ยิงผู้ต้องหา ค้ายาเสพติด อืม มันขายให้กับกลุ่มวัยรุ่น บลาๆๆ อีกเเล้วมันก็หมุนวนไปตามแรงใจมนุษย์ ไม่ว่าจะมาจาก จิตใจ หรือ

ร่างกายก็เหอะ เเต่รู้สึกเหมือนตัวเอง หยุด .... นั่งเเม่งตรงบันไดเนี้ยเเหละ ทิ้งสังคมหมุนๆลงไปบ้างเหอะ ไม่ทิ้งสิ เเค่เอามันมาไว้ข้างๆ

ไม่ได้เเบกไป ไม่หนักเท่าไร บางคนก็บ้าเเบกไว้งั้นอะ หนักตาย เเล้วจิตใจมึนๆละ เอามันมานั่งดูหน่อย ทำไมมึงวุ่นวายจังวะ

ไคอ่านข้างบนเเล้วไม่มึนบางละ นั้นออกมาจากจิตใจเลยนะ วนไปวนมา เรียบเรียงไม่ได้ เป็นเเบบนั้นมาพักหนึ่ง กระเเสมันเเรง

พัดจิตวุ่นไปหมด เเล้วสังคมมันวุ่นจริงหรือ? มันพัดใจเราหรือ? ทำร้าย รัก เปนห่วง รังเเก เราเหรอ? ....


ครั้นนั้น ฮุยเน้งได้เห็นพระภิกษุยืนเถียงกันเกี่ยวกับ ธงที่ไหวอยู่บนยอดเสาธง


- ธงนั้นเป็นสังขารที่ไม่มีใจ จึงได้ปลิวเพราะถูกลมพัด ( ตัวกูไม่ใจมันเลยถูกกระเเสสังคมซัดไปซัดมา ทุกข์ไปทุกข์มา)

-ทั้งธงทั่งลมไม่มีใจด้วยกัน ที่ว่าธงปลิวนั้นไม่ได้ปลิวเสียหน่อย ( อ่าว งี้ก้เเห้งตายกันหมด--*)

- ประมานว่า ฮุ้ยเน้ง เห็นเถียงกันอยู่นั้น ธงไหว ลมไหว ใจเราต่างหากที่ไหว -----

" ไม่ใช่ธงหรือลมที่ปลิวอยู่ ใจเธอต่างหากที่ปลิว"


เลิกยุ่งกับใจ ก็ไม่มีอะไรยุ่งอีกต่อไป ฟังเเล้วก้กลุ้มใจ ไม่ใช่อะไรทั่งนั้นที่กลุ้ม ใจมันกลุ้มของมันเอง

ธงไหว ลมไหว ใจเราต่างหากที่ไหว .... ฟังเเล้วก็เลิกวุ่น ต่อไปจากบทความนี้คงไม่เขียนอะไรวุ่นวายขนาดนี้อีกเเล้วละ

ฮ่าๆ บทเเรกเอาเเค่นี้ก่อน ก่อนที่ใจมันจะวุ่นไปอีก : ) คาดว่าจบบทความได้เท่พอตัวอยู่ 555+

มีเซนสะกิดใจให้รู้ตัว ขอบคุณครับ คุณพระเจ้า : )

วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

อาโหล

เทสๆ เรื่องราวกำลังดำเนินต่อจากนี้